Light mode Dark mode

Jir4yu.me

ความรู้สึก.. ที่ตอนไหนๆก็(ไม่)เหมือนกัน

ผ่านมา 6 ปี กับชีวิตบล็อกเกอร์

โลกหมุนเร็ว หรือเราคิดไปเอง

ช่วงปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงจากชีวิตผมเองหลายอย่างครับ หลังจากนั่งเขียนบทความ(แล้วก็เขียนบล็อกมา 5 ปี) ก่อนไปบวชเมื่อปีที่แล้ว นึกว่าเรื่องราวที่เข้ามาจะไม่ค่อยมีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ตกใจ หรือผ่านไปนิ่งๆ เหมือนกับทุกปี นึกว่าการลาสิกขาออกมาแล้วจะทำให้เราใช้ชีวิตได้ราบรื่น เป็นคนทำอะไรช้าขึ้น แล้วก็ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อนที่จะไปบวชได้

คือตอนแรกมันก็รู้สึกแบบนั้นแหละครับ

ผมว่าการบวชเป็นเรื่องที่ดีมากนะ ช่วงสองสัปดาห์สั้นๆ สอนอะไรผมหลายต่อหลายอย่าง อาจจะเป็นประสบการณ์ที่มากกว่ารั้วโรงเรียน และรั้วมหาลัยที่ใช้เวลาหลายปี ผมเคยมีความคิดติดอยู่ในหัวบ่อยๆ ว่าอยากจะกลับไปบวชที่เชียงรายอีกรอบ อยากจะกลับไปเรียนรู้ อยากจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยผ่านมาให้ดีกว่านี้ แต่การที่ผู้ใหญ่ในวันนี้จะย้อนกลับไปบอกไปสอนเด็กวันนั้นให้เข้าใจมันก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนอื่นพูดก็คงสอนผมทำนองว่า อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไป เก็บเอาไว้สอนไว้เตือนตัวเองให้เป็นประสบการณ์

สวนสมเด็จ

แต่ความจริงถ้าความคิดมันว่านอนสอนง่ายแบบนั้นก็ดีครับ คุณผู้อ่านเคยรู้สึกมั้ยครับว่า สิ่งที่เรารู้สึกทำผิด หรือพลาดในอดีตมันไม่ได้หายไปไหน บางทีเราก็ไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย แต่บางทีถ้ามันเข้ามาตอนที่สมองเราอ่อนแอ หรือทำงานหนักจนเกินไป มันก็อาจจะมีผลบ้างกับตอนนั้นๆ ผมนั่งอยู่นี่และกำลังเขียนบล็อกเรื่องราวที่ผ่านไปในปีที่ 6 ซึ่งเหมือนกับทุกๆ ปี พยายามจะพรรณนาสิ่งที่เข้ามา และเกิดขึ้นจากความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง จนบางทีก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องยากหรือง่ายกันแน่ แต่ที่ผมมั่นใจเลยคือมันก็เป็นปีที่หนักหนาสำหรับคน(จะเรียกเด็ก ก็อายปาก) อายุ 26 ที่ต้องเจออะไร แล้วต้องเก็บมาเขียนอยู่ตลอด ปีที่ผ่านมาผมเขียนบทความขึ้นมา 31 เรื่อง เฉลี่ยแล้วเกือบสองอาทิตย์จะเขียนบทความใหม่ครั้งนึง และมีแนวโน้มที่จะน้อยลงในทุกปี

บางทีเราก็รู้สึกเหนื่อยนะ ที่ต้องมานั่งเขียนเรื่องบางเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เพื่อให้เวลาหลังเขียนออกไปแล้วตัวเองรู้สึกดีขึ้น

ความสมดุล และเป้าหมาย

จริงๆ จะดัดจริตเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Balance and Goal เหมือนบทความโปรแกรมมิ่งที่ตัวเองเขียนอยู่บ่อยๆ มันก็ดูแปลกๆ เหมือนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มใช้คำศัพท์เทคนิคร่วมกับชีวิตประจำวันมากขึ้น จนเริ่มกลัวว่ามันจะติดเป็นนิสัย พูดอะไรให้ใครฟังก็จะดูเข้าใจยาก บางทีก็มานั่งนึกว่าตัวเองกำลังพูดไทยคำอังกฤษคำหรือเปล่าวะ เดี๋ยวนี้จะพูดจะเขียนก็ต้องกรอง(ตอนแรกเขียนว่า filter แล้วลบ)นิดนึงก่อนจะทำอะไรออกไปจะได้ไม่ติดเป็นนิสัย มาถึงตรงนี้เริ่มคิดว่าตัวเองมีเงื่อนไข(ตอนแรกเขียนว่า condition แล้วลบ) มากขึ้นตามอายุมาด้วยในทุกปีเลย

เรื่องของเรื่องคือตั้งใจในปีที่แล้วว่าจะลงพวกงานวิ่งครับ

พวกมาราธอนอะไรทำนองนี้ ตอนแรกไม่รู้อะไรเลย คิดว่าเล่นบอลกับเพื่อนแล้วเหนื่อย ยืนระยะได้ไม่นาน เลยตั้งใจว่าจะไปซ้อมให้ตัวเองเหนื่อยช้าขึ้น วิ่งได้นานขึ้น พอไปซ้อมวิ่งได้สักพักก็เริ่มสนใจงานวิ่งด้วย เห็นหลายคนลงวิ่งแล้วรู้สึกว่า เออ มันได้ชนะใจตัวเองว่ะ จากที่คิดว่าทำไม่ได้ วิ่งไม่ไหว แต่ยังไม่เคยได้ลองเลยจะรู้ได้ยังไง ก็เริ่มอยากหาข้อมูล ตอนแรกไปถามคนที่มหาลัย เพราะเห็นเขาไปงานวิ่งบ่อยถ่ายรูปลงโซเชียลอยู่เป็นประจำ ก็เริ่มต้นถามไปคำนึงว่า “ถ้าผมอยากจะเริ่มวิ่ง พวกงานวิ่งมาราธอนอะไรพวกนี้ต้องทำไง เตรียมตัวไงบ้างครับ” แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ “คุณก็วิ่งๆ ไปเถอะ ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นมากหรอก” คือแค่นั้น..

run for the blind 4

เลยช่างแม่ง ยิ่งทำให้ตัวเองมีความอยากวิ่งขึ้นไปอีก เริ่มเอาจริงเอาจัง ซ้อมวิ่งบ่อยขึ้น อาทิตย์ละ 2 วันสลับเตะบอลในอาทิตย์นั้นอีกครั้งสองครั้ง เริ่มวิ่งได้นานขึ้น อาการเจ็บเข่าน้อยลง แต่ก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยอยู่ เลยเริ่มหาข้อมูลด้วยตัวเอง ท่าวิ่ง, วิธีการวิ่งที่ถูกต้อง มีเรื่องของโภชนาการ เรื่องของเวลา เริ่มซื้ออุปกรณ์ tracking(บทความ รีวิว Garmin Vivosmart Hr +) เริ่มสนุกกับพวกสถิติ เลยได้รู้เรื่องของ heartrate ไปด้วย ตอนแรกที่เล่นบอล หรือวิ่งตอนเหนื่อยมากๆ วัดได้เกือบ 190+ ตลอด พอตอนหลังเริ่มฝึก ค่าขึ้นสูงก็ผ่อนช้าลงทำงี้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 3-4 เดือนเริ่มเห็นผล

เดี๋ยวนี้เวลาเล่นบอล หรือไปวิ่งก็จะไม่เกิน 175 แล้ว รู้สึกว่าตัวเองกระหายที่จะขยับเขยื้อนมากขึ้น เริ่มอยากวิ่ง อยากเตะบอลโดยไม่ได้คิดว่าต้องไป แล้วก็เริ่มดูรูปงานวิ่ง ดูรูปคนนั้นคนนี้ อ้าวมีเรื่อง pace เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เออมันเป็นเรื่องที่เพิ่มความท้าทายให้กับตัวเองขึ้นมาอีกนิดนึง พอดูรูปเยอะขึ้นก็เห็นสถิติของคนอื่น คนนั้นวิ่งได้ pace น้อยจัง ทำได้ไง ต้องซ้อมขนาดไหนแล้วเป็นผู้หญิงด้วย

เริ่มสนุก เริ่มจัดสรรเวลาทำงาน จัดตารางตื่นมาซ้อมวิ่งเช้าๆ จำกัดการดื่มให้ลดลง

แล้วก็มาหางานวิ่งงานแรกเพื่อทดสอบสิ่งที่ฝึกซ้อมไปหลายๆ เดือนดูว่าเป็นไงบ้าง สรุปเลยได้ไปลงที่งาน Run for the blind 4 ที่ตรงกับวันเกิดตัวเองพอดี งานแรกที่ลงเป็นมินิมาราธอน และตั้งเป้าว่าจะลงวิ่งเดือนละงาน อยากจะทำฮาล์ฟมาราธอนก่อนวันเกิดปีหน้า ผมว่ามันเป็นเรื่องของคนที่กำลังอินอะไรสักอย่าง หรืออาจจะเป็นเพราะการออกกำลัง การออกไปวิ่งช่วยให้ตัวเองหลุดจากภาวะเหน็ดเหนื่อย และเจ็บปวดจากงานที่ถืออยู่ก็เป็นไปได้

ส่วนเรื่องงานมันเหมือนเดิมครับ ผมเขียนบล็อกเรื่องงานแทบจะเดือนละครั้ง ถือว่าเป็น checkpoint ให้ตัวเองในวันหน้าจะได้ย้อนกลับมาดูเรื่องที่เจออยู่ในตอนนั้นว่ามันเล็กน้อยแค่ไหน ประสบการณ์ที่ได้จากงานในปีที่ผ่านมาคือได้รู้ว่างานแต่ละงานเนี่ยมันไม่ได้มีกระบวนการที่ขาวสะอาดเลย ยิ่งเป็นพวกงานรัฐบาล หรือบริษัทเอกชนใหญ่ๆ มันเลยทำให้เรารู้จักโลกความเป็นจริงขึ้นมาอีกหน่อยนึง พอรู้ว่าเราต้องทำตัวยังไงเมื่อเจอคนแบบไหน จะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงตลอดเหมือนที่เราทำมาเด็กๆ มันก็ไม่ได้ เพราะโลกมันไม่ได้เที่ยงตรงขนาดนั้น

ไม่ว่ากี่ปีผ่านไป ก็ดูเหมือนมีเรื่องหนักๆ ให้เก็บมาเขียนอยู่ตลอด อยากให้ปีที่ 7 มีเรื่องราวดีๆ ให้เขียนบ้าง ต้องทำยังไงนะ หรือว่าเราควรจะตั้งความหวัง ตั้งเป้าหมายให้ต่ำลง มวลความสุขจะได้เพิ่มมากขึ้น?

ก็แค่สงสัย. สวัสดีปีที่ 7 มีเรื่องดีๆ เข้ามาบ้างเถอะ

Jirayu Limjinda

ถ้าไม่รู้จักกัน บางทีคุณอาจจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่ผมทำ.. กลับกัน ถ้าคุณรู้จักผมดี คุณจะไม่ต้องเอ่ยปากถามเลยว่าทำไม

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..