หัวหมา หางเสือ

เรื่องการเป็น หัวหมา หรือเป็นหางเสือนั้นแบบไหนดีกว่ากัน ได้ยินมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ พอโตขึ้นมาทำงานมาได้ครึ่งทางของชีวิตก็เริ่มกลับมานั่งคิดเรื่องนี้จริงจังมากขึ้น อาจจะเป็นวัยที่เราเจอคนมามากพอ ทำงานมานานพอ ทำให้ต้องย้อนกลับมาทบทวนตกตะกอนใช้เวลากับคำนี้ใหม่ เผื่อมันจะสะท้อนความคิดความอ่านของเราในช่วงเวลานี้บ้าง

เมื่อก่อนคิดมาตลอดว่าการเป็น หางเสือ จะช่วยสร้างพื้นที่ หรือมีช่องว่างให้เราได้เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งๆ วันแรกอาจเป็นคนที่อยู่ท้ายสุด แต่ถ้าเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อาจจะค่อยไต่ระดับขึ้นมาเป็นคนที่อยู่กลางๆ หรือคนที่อาจจะกลายเป็นผู้นำในวันข้างหน้าได้

แต่กลับมานั่งคิด
ท้ายที่สุดแล้วเราจะได้เป็นแค่ผู้ตามหรือเปล่า

และถ้าวันนึงเราไม่มีใครที่คอยเป็น template ให้เราแล้ว เราจะทำยังไงต่อ มันเหมือนกับการที่ต้องการเป็นนักเรียนตลอดเวลา อาจจะไม่ได้มี moment ของการลองผิดลองถูก และอาจจะทำให้เราอยู่ใน safe zone ที่เหมือนกับเลือกว่า “ไม่เป็นไร ทำผิดก็ไม่ได้กระทบอะไรมาก” บางช่วงเวลามันเหมือนกับการปฏิเสธความรับผิดชอบหน้าที่ที่จะโตขึ้น ปฏิเสธความเจ็บปวดของการที่ ตัดสินใจพลาดแล้วพัง เหมือนกับการเป็นผู้นำของใครหลายคน

มันเหมือนกับบางทีเรากำลังต่อต้านการเติบโต ทั้งๆที่เราก็เลือกวิธีนี้ในตอนแรกเพราะเราต้องการพื้นที่ในการเติบโต ท้ายที่สุดแล้วเราอาจจะได้แค่พื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ไม่ใช่สร้างพื้นที่ของเราเองเพื่อการเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์ที่คาดหวังมันอาจจะไม่เท่ากัน อาจจะใช้เวลาต่างกัน เหมือนโตแบบขั้นบันไดไปเรื่อยๆ ใช้เวลาสบายๆไปเรื่อยๆ ไม่ได้สร้างผลกระทบแบบ impact เกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น

ย้อนกลับมาถามตัวเอง
ถามจริงอายุ 35 แล้ว เราอยากจะใช้เวลามากมายไปกับการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตามโลกแบบเดิมไปเรื่อยๆ หรือจะเปลี่ยนแปลงหรือสร้างอะไรสักอย่างของตัวเอง เราอยากจะเรียนรู้แบบนักเรียนไปเรื่อยๆ ผิดไม่คิดมาก เก่งตามมาตรฐานหรือตามสภาพแวดล้อมของคนอื่น หรือจะสร้างอะไรสักอย่างแบบ “ผู้สร้าง” ขึ้นมาเอง สร้างมาตรฐานใหม่ของเราขึ้นมาเอง

ผมลองคุยเรื่องนี้กับ AI และลองบอกว่าตัวเองเลือกเป็นหางเสือเพราะต้องการพื้นที่ในการเรียนรู้ บอกว่าเวลาเป็นหัวหมาอาจไม่ได้พัฒนาตัวเองมากนัก เพราะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากสภาพแวดล้อมที่เราเป็นผู้นำอยู่ มีประโยคนึง AI บอกกลับมาว่า

โลกไม่ได้จ่ายเงินรางวัลให้กับคนที่เรียนเก่งที่สุด แต่โลกจ่ายให้คนที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุด และคนที่แก้ปัญหาได้ คือคนที่กล้าเป็น “หัว” เพื่อตัดสินใจ

เลยกลับมาย้อนดูตัวเอง ไอ้วันที่เปิดบริษัททำสตาร์ทอัพท่องเที่ยวทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้อะไรเลย ไม่มี connection อะไรเลย เริ่มจาก 0 แล้วลองผิดลองถูกผ่านช่วงเวลาที่เกิดโควิด ผ่านการ lay off ผ่านการสูญเสียมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องการเลือกเป็น “หางเสือ” แบบที่เราคิดมาตลอดไม่ใช่หรอวะ?

แล้วทำไมพอทำงานมาสักระยะนึง เจอเรื่องอะไรมาสักช่วงนึง กลับเหมือนจะฝ่อจะขอย้อนกลับไปเป็น “หางเสือ” อยู่ใน safe zone อยากจะปฏิเสธความเหน็ดเหนื่อยจากการตัดสินใจ กลับไปเป็นคนปกติที่ไม่เจ็บตัวมากเวลาทำอะไรผิดอะไรถูก อะไรคือตัวการที่ทำให้เรากลัวที่จะเป็นแบบนั้น

อีกอย่างนึงคือ พอเราอายุเยอะขึ้น เวลาก็เหลือน้อยลง เราจะเหลือเวลาสักกี่ปีในการไต่เต้าจากหลังๆขึ้นไปด้านบน? ถ้ามัวแต่รอให้สภาพแวดล้อมคอยบ่มเพาะเราเหมือนนักเรียนที่ละนิด มันก็เหมือนกับฝากชีวิตไว้กับปัจจัยภายนอกที่เราแทบจะกำหนดอะไรไม่ได้เลยทั้งนั้น และมันคงเหมือนค่อยๆลดมาตรฐานของตัวเองลงมาทีละนิด เป็นหางเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยมากกว่าการที่จะบอกว่ามีพื้นที่ให้เรียนรู้อย่างที่เราคาดหวัง

บางทีหัวข้อในวันนี้อาจจะเป็นเพียงไม่กี่คำ แต่อาจจะช่วยให้เราตัดสินใจในวันข้างหน้าได้ดีขึ้น เลยอยากจะขอเขียนบันทึกเพื่อเตือนใจตัวเองในการตัดสินใจครั้งต่อไป ว่าเราอยากจะเป็น “ผู้ตามที่เรียนรู้เก่งที่สุด” หรือ “ผู้นำที่กล้าเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุด” กันแน่

แชร์บทความนี้

    แสดงความเห็นของคุณที่นี่

    กรุณากรอกอีเมล์ของคุณก่อนส่งข้อมูล เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนมาตอบข้อความของคุณ