ทุกวันที่ 9 เดือน 9 จะเป็นวันที่ครบรอบทำทริปไนซ์เดย์ ถ้านับตั้งแต่เริ่มแรกตั้งแต่เป็นไอเดียอยู่ในสถาบันเลยก็ถือว่าปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าเวลาผ่านไปเร็วหรือช้าดีเพราะมันผ่านเรื่องผ่านราวมามากมายจนแทบจะจำไม่ได้แล้วว่าอะไรเป็นประสบการณ์ที่ดีบ้างหรือแย่บ้าง เพราะเหมือนชีวิตต้องปรับตัวตลอดเวลา ได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและธุรกิจมากมายกับแค่บริษัทที่ทำอยู่นี้บริษัทเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อวันแรก ๆ ที่ทำโปรเจคนี้ จำได้ขึ้นใจเลยว่าไม่ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งตอนนำเสนอไอเดียครั้งแรกกับอาจารย์ในสถาบัน ไปลองนำเสนอกับหน่วยงานข้างนอกครั้งแรกก็โดนปัดตกแบบไม่ต้องได้ลุ้นอะไร จากนั้นใช้เวลาอยู่กับมัน 1 ปี ทำไปเรื่อยๆ ทำเพราะอยากทำ ทำให้เข้าใจว่าค่า default ของชีวิตควรจะเป็นการโดนปฏิเสธ และทำใจให้ชินแล้วให้มันผ่านให้มันจบไปในวันสองวันนั้น จนเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ รู้สึกว่าสบายมาก ๆ กับการโดนปฏิเสธ มันเหมือนสอนให้เราบริหารความคาดหวัง และพึ่งพาความสามารถของตัวเองมากกว่าที่จะนึกขออะไรใครตั้งแต่วันแรก
แต่การผ่านมาทั้งหมด 5-6 ปีของ TripNiceDay จะผ่านมาได้ยากและลำบากมากเลยถ้าไม่มีคนทำงานที่อยู่ข้างกัน หลายสิ่งหลายอย่างเราอาจจะทำได้เอง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรอบข้างมีผลและเป็น emotional support ช่วยให้เราตื่นมาแล้วรู้สึกว่า เออ เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างมันก็มีทางแก้แล้วก็ผ่านไปเอง
ผมเคยเขียนถึงอาจารย์ที่ปรึกษาสองท่าน ที่อยู่มาตั้งแต่ไอเดียวันแรก ลงมาช่วยโดยไม่คาดหวังอะไรมาหลายครั้งแล้ว วันนี้ผ่านวันครบรอบทำทริปไนซ์เดย์ เลยอยากจะเขียนถึงคนทำงานที่ผ่านเข้ามาช่วยกัน โดยทุกคนไม่ได้เป็นพนักงานประจำ มีงานก็แบ่งไป เป็นทีมฟรีแลนซ์ที่รู้จักคุ้นเคยกับทริปไนซ์เดย์เป็นอย่างดี

เหมือนแทบทุกปัญหาจะมีคนเหล่านี้อยู่ด้วย
ไม่ว่างานจะเหนื่อยจะยาก หรือเป็นงานที่ไม่เคยทำกันมาก่อน ก็จะพยายามเหมือนว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันแล้วอยากให้งานมันออกมาดี ไม่เคยทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนนอกทั้งที่เขาก็เป็นคนนอก บางทีรู้สึกว่าการมีคนเหล่านี้รอบตัวช่วยให้เราทำงานอะไรก็ได้ รับงานอะไรก็ได้ แล้วทุกอย่างก็จะออกมาได้ดีเอง โดยที่ไม่ต้องกังวลเลยว่าใครจะปล่อยปละละเลย เราเหมือนรู้กันโดยไม่ได้ต้องพูดว่าทุกคนจะทำงานเต็มที่ แล้วพร้อมจะเข้ามาที่ปัญหาแต่ละอย่างเพื่อให้มันหายไป
บางทีสิ่งที่ดีที่สุดของการทำงาน หรือการผ่านปัญหาที่มากมายอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้ แต่อาจจะเป็นใครสักคนหรือเพื่อนสักกลุ่มที่พยายามแก้ปัญหาด้วยกันกับเรา โดยมองว่าปัญหาที่เราเจอก็เป็นปัญหาของเขาเองเหมือนกัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้เจอเรื่องนั้นอยู่คนเดียว เราไม่ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาทั้งหมดด้วยความสามารถของเราเพียงคนเดียว และบางทีเราก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย เออ ออ ไปตามความเชี่ยวชาญของแต่ละคนให้เขาตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาแล้วทุกคนทำตาม
เป็นกลุ่มคนที่เราไม่เคยต้องมองตัวเองเป็นเจ้าของบริษัท แต่เป็นเหมือนเพื่อนที่ทำงานกลุ่ม เจอโจทย์เจอปัญหา ก็ดูว่าวิธีของใครน่าจะเวิร์คที่สุดแล้วลองลงมือทำ ถ้าไม่เวิร์คก็เปลี่ยนวิธี มุมมองการแก้ไขปัญหามันง่ายแค่นั้น เหมือนตอนเด็กๆที่เราทำโจทย์ ถ้าผิดก็ทำใหม่ และการทำผิดไม่ได้มีอะไรน่ากลัวขนาดนั้น


เอาจริงๆ ก็เคยคิดเหมือนกันว่า บริษัทที่ตัวเองทำอยู่นี้อยากมีพนักงานประจำเหมือนบริษัทอื่น อยากมีคนคุยงานเรื่องเดียวกัน ระดมความคิดหาวิธีหาไอเดีย หรือพูดคุยเล่นระหว่างวันเหมือนบริษัทคนอื่นทั่วไป รู้สึกว่าอยากมีสังคมการทำงานที่ได้เถียง คุย ขบคิด หรือแม้แต่กระทั่งปลื้มปริ่มเวลาผลงานออกมาหรือทำอะไรใหม่ได้

แต่เอาเข้าจริงนะ.. ถึงไม่ได้มีใครทำงานประจำอย่างนั้น พวกเราก็ทำแบบที่เขียนมากันได้นี่ มันเหมือนเรามีภาพจำมาตลอดว่าการทำงานเป็นทีมคือการทำงานในองค์กรเดียวกัน ออกไปกินข้าวด้วยกัน ใช้เวลา 8-10 ชั่วโมงด้วยกันในภาพสำนักงาน แต่จากสิ่งที่เจอ ๆ กันมาก็ทำให้รู้ว่ากลุ่มบุคคลผู้ไม่มีแม้แต่หุ้นหรือเกี่ยวพันอะไรในบริษัทก็ให้ความรู้สึกนั้นกับเราได้ แล้วเราก็ไม่ต้องเหนื่อยพยายามบอกคนที่ทำงานด้วยกันว่าทำไมไม่อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องวิธีนั้นวิธีนี้
ไม่เลย ความรู้สึกมันเหมือนเราอยู่มหาลัยแล้วนั่งทำงานกลุ่มมากกว่า ใครถนัดอะไรเสนอวิธีมา คนอื่น support ถึงผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ว้าวไม่ได้เลิศเลอแต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคือช่วงเวลาระหว่างทางที่ทุกคนไม่ได้หนีหรือทิ้งไปไหน
อย่างว่า นี่คงเป็นสิ่งที่เราพูดกันมาตลอดตั้งแต่แรก
สิ่งที่อยู่ระหว่างทาง จะช่วยทำให้ปลายทางมีความหมาย
นี่คือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังทริปไนซ์เดย์ครับ 😊🇹🇭