คำปฏิเสธที่อยากได้

คือคำปฏิเสธที่ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ได้จบเจ๊าไม่ต้องรบเร้าให้เสียเวลาผู้พูดผู้ฟัง หลายคนมักจะเกรงใจกับการที่จะบอกว่า “ไม่” เพราะกลัวจะเสียมารยาท กลัวจะเสียน้ำใจ กลัวจะทำร้ายความรู้สึกของใครอีกคน .. แต่เปล่าเลย การที่ประวิงเวลายืดการตัดสินใจอาจจะทำให้คนที่คาดหวังต้องเสียอะไรต่ออะไรมากขึ้นกว่าการแค่บอกให้มันจบไปในตอนนั้น

เวลาเป็นสิ่งเดียวที่เราไม่สามารถมีเพิ่มได้

การปฏิเสธแบบเด็ดขาดจะช่วยให้ผู้ที่คาดหวัง หรือผู้ที่ขอสามารถประหยัดเวลาไปหาหนทางกับคนอื่นต่อได้ โดยไม่ต้องมาเผื่อใจว่าจะมีโอกาสอยู่ คำปฏิเสธที่อยากได้จึงเป็นถ้อยคำสั้นๆ ไม่ต้องอะไรให้มากความ แค่ “ไม่” หรือ “ยัง” ก็เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ช่วยประหยัดพื้นที่ความรู้สึกให้เก็บเอาไปใช้เวลากับเรื่องที่ควรใช้เวลาต่อไป

หลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ทำบริษัทสตาร์ทอัพก็ถูกปฏิเสธมาตลอด แต่ก็เน้นปริมาณ โดยไปขอให้มากขึ้นเท่าที่จะขอได้ เหมือนวันทุกวันคือการร้องขอ และวันทุกวันการถูกปฏิเสธเป็นค่าตั้งต้นจนมันแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยกับการโดนปฏิเสธ ฟังบ่อยครั้งเข้ากลับเริ่มรู้สึกดี ว่าจะได้ตัดเส้นทางบางอย่างที่มันเป็นไปไม่ได้ และมันก็กวนใจเราอยู่ตลอดออกไปด้วย

จนบางทีกลับรู้สึกว่าอยากให้การปฏิเสธเป็นการสนทนาที่ไม่ต้องมีความรู้สึก เหมือนกับเราพิมพ์โต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ แล้วมันแค่แสดงข้อความกลับมาว่า “NO” โดยไม่รู้สึกอะไร แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดอะไรกับมันมาก ก็แค่หาช่องทางอื่นๆ ที่สามารถทำให้เป็น “YES” ได้ก็เท่านั้น

แต่ในชีวิตจริงนั้นคงเป็นไปได้ยาก การตัดสินใจของคนเรามักจะขึ้นอยู่กับความผูกพันธ์ และความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมันเลยทำให้การปฏิเสธคนใกล้ตัว หรือคนที่มีความหมายกับเราเป็นเรื่องน่าอึดอัดน่าลำบากใจ คนเราเลยพยายามหาวิธีต่างๆ เพื่อให้การปฏิเสธเป็นไปอย่างนุ่มนวล และลดการกระทบกระทั่งในระยะยาวมาเป็นข้ออ้าง บ้างบอกขอคิดดูก่อน บ้างก็บ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงการพบเจอพูดคุย แต่มันไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านั้นหายไปเลย

มันแค่ยื้อเวลาในการตัดสินใจออกไปเท่านั้น..
และบางทีนี่อาจจะเป็นการทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราก็ไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน

แชร์บทความนี้

    แสดงความเห็นของคุณที่นี่

    กรุณากรอกอีเมล์ของคุณก่อนส่งข้อมูล เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนมาตอบข้อความของคุณ