ยิ่งให้เวลา ยิ่งเห็นความสำคัญ.. หลักง่ายๆที่ดูว่าใครให้ความสำคัญกับเรื่องไหนในชีวิต

เคยคุยกับคนบางคนแล้วดูเหมือนไม่รู้เรื่องไหมครับ หรือใครก็ตามที่เรามองว่าตัวเองไม่น่าเข้ากันได้กับคนบางคนเลย อาจจะเป็นเพราะเราคิดว่าอุปนิสัย วิถีการใช้ชีวิต รวมไปถึงสิ่งต่างๆมากมายที่ดูไม่เหมือนกันแล้วไม่น่าเข้ากันได้ แล้วเคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้น ทำไมเราถึงสร้างกำแพงกั้นขึ้นมาระหว่างเรากับคนๆนั้น

แล้วทำไมเราถึงไม่อยากคุยกับใครบางคนอีก ทำไมเราถึงไม่อยากพบเจอ

ย้อนกลับไปวัยเด็ก เราก็มักจะมีกลุ่มเพื่อนที่เข้ากันได้ กลุ่มเพื่อนที่เราสนิทอยากคุยอยากเล่นด้วยทุกวัน แล้วก็มีกลุ่มเพื่อนห่างๆ อาจจะเป็นแค่เพื่อนในห้อง เพื่อนที่เคยอยู่ชั้นเดียวกัน หรือเพื่อนที่เคยผ่านๆ ไม่ได้อยากเข้าไปสนิทสนมอะไรด้วย สมัยเด็กมันก็คงมีแค่เรื่องไม่กี่อย่างที่เราใช้แบ่งกลุ่มการคบหา “คนนี้เล่นเกมส์เดียวกัน” “ไปเที่ยวด้วยกัน” “โทรไปคุยกันบ่อย” “คุยเรื่องที่เพื่อนคนอื่นไม่คุย” ฯลฯ

แต่พอโตขึ้นเรากลับเห็นเรื่องนี้ชัดขึ้นเรื่อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้นของเรา

เรารู้ดีว่าเพื่อนหลายคนให้ความสำคัญในเรื่องบางเรื่องไม่เหมือนกัน บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องเรียน บางคนให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน บางคนอยากมีอำนาจ บางคนหลุดไม่พ้นเรื่องความรักความสัมพันธ์ ซึ่งเรื่องพวกนี้เองที่จะเป็นตัวแบ่งกลุ่มระหว่างเราและสังคมที่เราต้องการเข้าไปอยู่ เวลาเราอยู่ในกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญไม่เหมือนกันกับเรา เราเลยมองว่าตัวเองอาจจะเข้ากันไม่ได้กับสังคมแบบนั้น

มันไม่เหมือนกับเด็กๆที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ทุกวันนี้เรามีสถานะทางสังคมเพิ่มขึ้น เรามีสิ่งที่ต้องคอยชั่งใจว่าถ้าตัดสินใจอะไรไปแล้วจะกระทบกับตัวเองยังไง ใครจะมองเราแบบไหน มันไม่เหมือนกับตอนเด็กที่แค่จับกลุ่มกับเพื่อนที่คุยเรื่องเดียวกัน ตอนนี้เราโตขึ้นมากพอที่จะถามตัวเองอยู่ทุกวันได้แล้วว่าเราจะมีอนาคตเป็นแบบไหน เรากังวลกับสิ่งที่ไม่แน่นอน เราเจอชีวิตของจริง ไม่ใช่บททดสอบที่สามารถผิดแล้วผิดอีกเล่นสนุกได้ตามประสาเด็กไปวันๆ

สิ่งที่เราให้เวลา คือสิ่งที่เรามองว่าสำคัญในชีวิต

navipitta project

ถ้าเราไม่ได้คิดว่าหน้าที่การงานนั้นสำคัญ แล้วเราจะทุ่มเทเวลาให้กับมันมากมายทำไม บางคนรู้ตัวดีว่าต้องแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว แล้วก็ยังรู้ตัวดีอีกว่าตัวเองไม่สามารถทำได้ ซึ่งเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าเราจะไม่เอามันมาปนกันก็ได้ เลิกงานก็หยุด ไม่เอางานกลับมาบ้าน ไม่คุยงานบนโต๊ะอาหาร ไม่คิดถึงวิธีแก้ปัญหาเมื่อเราต้องพักจากงานที่ยังไม่เสร็จ เราต้องยอมรับกันสักทีว่าเราเห็นมันสำคัญ และเราก็คาดหวังจากมันด้วยในอนาคต

ถ้าเราเห็นมันสำคัญ เราจะให้เวลากับเรื่องอื่นน้อยลงจนเกิดเป็นความต่างกับคนอื่นที่ให้ความสำคัญในเรื่องที่ไม่เหมือนกัน คุณอยู่กับเพื่อนที่คุยเรื่องละครซีรีย์คงพอได้ แต่ให้พูดโต้ตอบอะไรคงไม่ค่อยรู้เรื่อง คุณคุยกับเพื่อนที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ การเลือกคู่ครองหรือครอบครัว ก็คงทำหน้าที่เพื่อนที่ดีได้แค่คนรับฟัง ก็คงไม่ได้แสดงความเห็นอะไรมากเพราะไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้วคุณก็คงไม่ได้อยากแค่นั่งฟัง หรือคุยแบบแค่ผ่านๆไป คุณอยากได้สังคมแบบเดียวกัน แบบที่คุณสามารถคุยด้วยแล้วรู้สึกออกรส เห็นคนที่คุยโต้ตอบในเรื่องที่เราสนใจให้เวลาในทุกๆวัน คุณอยากคุยกับคนที่มองภาพมีเป้าหมายในอนาคตแบบเดียวกัน เหมือนกับที่คุณเห็นว่าเรื่องนั้นมันสำคัญ และอาจจะเป็นเรื่องเดียวที่คุณพอรู้เรื่องคุยอะไรกับใครได้บ้าง

มารู้ตัวอีกที คุณก็เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่คุณมองหาอยู่นี้มันซับซ้อนขึ้นทุกวัน มันฟังดูไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่คุณเป็นเด็กเลือกเพื่อนที่จะคบด้วยอีกแล้ว เราทุกคนเดินทางมาไกล ไกลพอที่จะรู้ว่าเรื่องไหนสำคัญกับตัวเอง ไกลพอที่จะรู้ว่าเราควรให้เวลากับอะไร เพราะมันอาจจะไม่ใช่เพียงบททดสอบที่สามารถจะผิดแล้วผิดได้อีก

เพราะเมื่อถึงเวลาในนั้นอนาคต.. เราคงยอมรับผิดหรือรับความจริงยากขึ้นกว่าตอนเป็นเด็กมาก

แชร์บทความนี้

    แสดงความเห็นของคุณที่นี่

    กรุณากรอกอีเมล์ของคุณก่อนส่งข้อมูล เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนมาตอบข้อความของคุณ