คนที่ทำแล้วผิดหวัง ดีกว่าคนที่วาดฝันแต่ไม่ทำอะไรเลย

ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ทำบริษัทซอฟแวร์มา และปีนี้ก็กำลังจะครบปีแรกสำหรับบริษัทตั้งใหม่ที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว ตอนไปสรรพากรเอาเอกสารไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจเพราะยื่นขอคืนภาษีของบริษัทไว้ ปกติแล้วผมเองไปสรรพากรบ่อยอยู่แล้วครับ เรียกได้ว่าเดินเข้าออกได้อย่างไม่เคอะเขิน ค่อนข้างมั่นใจว่าทำทุกอย่างเองถูกหมด ไม่มีปัญหา

พี่เจ้าหน้าที่ก็คนเดิม ไปปีล่าสุดแกก็ถามปกติว่าเป็นไงบ้าง ทำอะไรอยู่ ก็เลยตอบว่า เพิ่งเปิดบริษัทใหม่ได้ไม่นาน ยังมีพูดกันติดตลกอยู่เลยว่า “เปิดใหม่อีกละ งี้ก็อาจเจอพี่บ่อยขึ้นอีกสิ”

บอกตามตรง ตอนแรกไม่อยากเลย ธรรมดาแค่บริษัทเดียวทำทุกอย่างเองก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว พอคิดจะเริ่มทำใหม่มันก็รู้สึกว่ายุ่งยาก ไม่อยากจะทำอะไรมากมายกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ทำขึ้นมา แต่กลับไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่คิดไว้ตอนแรก

จำได้เลยว่า 4 ปีที่แล้วตอนตั้งบริษัทซอฟแวร์ใหม่ๆ อะไรๆก็ดูยุ่งยากไปหมด เหนื่อยกับการทำเอกสาร ทำนั่นทำนี่ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง จะส่งงบทำยังไง ไปสรรพากรจะเจออะไร จะขายงานลูกค้าต้องเตรียมเอกสารแบบไหน สัญญาแบบไหนควรเป็นแบบไหน เดี๋ยวนี้ง่ายมาก เหมือนมี protocol อยู่ในหัว จะขายนั่นต้องปริ้นนี่ ต้องเตรียมนี่ งานเอกสารกลายเป็นเรื่องง่าย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะแตะ

การมีบริษัทสอนอะไรเราหลายอย่างมาก แต่มันจะสอนเราก็ต่อเมื่อเราจริงจังกับมันมากเท่านั้น

การมีบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย หรือเรื่องสนุกอย่างที่เมื่อก่อนเราเข้าใจเลย ตามประสาเด็กก็มักจะคิดว่า โอเคพร้อมแล้ว อยากจะออกมาตั้งบริษัทรับงานเอง คิดว่ามันน่าจะง่าย คิดว่ามันน่าจะเป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้

แต่โชคร้าย การทำธุรกิจ สร้างบริษัท ไม่ใช่เรื่องสนุกเหมือนที่วาดฝันอย่างนั้น

ผมเคยไปสัมภาษณ์ลงนิตยสาร MBA Magazine จำได้เลยว่าตอนนึงผู้สัมภาษณ์ถามว่า มีบริษัทแล้วเป็นยังไงบ้าง ต่างกับการรับงานเองที่เป็นฟรีแลนซ์ไหม มีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า ตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “การมีบริษัทคือความยากลำบาก”

นอกจากมันจะไม่เหมือนสิ่งที่เราคิดแล้ว เรายังต้องเจออะไรหลายอย่างที่ไม่ได้เตรียมตัวมาให้พร้อมด้วย ลูกค้าจ่ายช้าทำยังไง จบงานไม่ได้คุยยังไง เอกสารไม่ครบทำยังไง เงินที่เอาออกมาจากบัญชีสามารถ trace ได้ไหม ภาษีต้องทำแบบไหนให้ถูกต้อง ความน่าเชื่อถือของบริษัทสร้างยังไง แล้วจะหาลูกค้าใหม่ หาเงินมาหมุนในแต่ละเดือนจากไหน นอกนั้นยังมีคำถามและปัญหาที่ไม่เคยคิดจะเกิดแวะเวียนมาให้คิดอยู่ตลอด

การมีบริษัทเหมือน tip of the iceberg ของแท้

พูดถึงเรื่องความเจ็บปวดพวกนี้ผมว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่เคยอ่าน สาธยายได้ดีเท่ากับหนังสือ The hard thing about hard things แล้วครับ

จริงๆ แล้วผมว่าผมอาจจะโชคดีด้วยซ้ำที่ประกอบธุรกิจมาได้ถึงวันนี้ บางทีจังหวะได้งานใหม่ บางทีคนรู้จักหาคนทำระบบบ้าง คนนั้นบอกต่อคนนี้แนะนำมา ทำให้อยู่ได้จนมาเข้าที่เข้าทางจริงจังช่วงปีที่ 4 นี่ แต่รู้อะไรไหมครับ การได้ลองทำถึงแม้ว่าจะผิดหวัง ผิดพลาด ล้มไม่เป็นท่าแค่ไหนก็ตาม ทุกขั้นตอนสอนเราเสมอ การที่เราล้มด้วยตัวเองแล้วจำฝังใจ บอกตัวเองว่าทีหลังจะไม่เป็นแบบนี้ จะไม่ผิดซ้ำๆแบบนี้อีก มันเหมือนมี invisible shield ครอบเราไว้แต่ละตอนเมื่อเราปณิธานว่าจะแก้ไขมัน และไม่กลับไปเจอแบบเก่า

ดีกว่าวาดฝันไว้แล้วไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย เพราะคิดว่ามันไม่น่าเวิร์คไม่น่าสำเร็จ หรือทำไปแล้วครึ่งๆ กลางๆ แล้วล้มเลิกเที่ยวบอกคนนั้นคนนี้ว่าวิธีนี้ลองแล้วมันไม่เวิร์ค.. เราไปสุดทางแล้วหรือยัง?

การตัดสินใจเหมือนข้ามสองฝั่งแม่น้ำ เมื่อไหร่ที่ใช้เวลานานก็ยิ่งจม

การทำธุรกิจสำหรับผมเหมือนการตัดสินใจจะลงเรือ มีสองทางเลือกที่สามารถเลือกได้เท่านั้นว่าจะลงเรือ หรือไม่ลง ถ้าลงแล้วก็ไปให้สุด หยุดกลางทางไม่ได้ ลงกลางทางไม่ได้ และแน่นอนว่าเราเองก็คาดหวังจากคนอื่นแบบนั้นเหมือนกัน

คนอื่นที่มองคุณอยู่ จะตัดสินคุณจากสิ่งที่คุณทำ ไม่ใช่สิ่งที่คุณรู้สึก – Cus D’Amato

    แสดงความเห็นของคุณที่นี่

    กรุณากรอกอีเมล์ของคุณก่อนส่งข้อมูล เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีคนมาตอบข้อความของคุณ