Light mode Dark mode

Jir4yu.me

ความรู้สึก.. ที่ตอนไหนๆก็(ไม่)เหมือนกัน

nervous

ท้าทาย หรือ การพิสูจน์

ocean marina, pattaya

อาชีพแรกหลังจากที่ผ่านรั้วมหาลัยออกมาของผมคือ CSS Developer หรือถ้าจะให้เรียกตามหลักทั่วไปก็น่าจะเป็น Front-end developer นั่นแหละครับ หลักจากใช้เวลาศึกษาปลุกปั่นเพิ่มพูนความรู้อยู่ที่ Digital Agency เจ้าหนึ่งอยู่ร่วม 7 เดือน ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะออกมาหาแรงบันดาลใจอื่นๆบ้าง ในเมื่อตอนแรกที่เข้าไปทำงานสายนี้ก็รู้สึกว่าถูกใจ รู้สึกว่าใช่ น่าจะเป็นอาชีพที่ “น่าจะ” เหมาะสมกับเราที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่กาลเวลาผ่านไปมีบางอย่างบอกผมว่าสิ่งที่ทำอยู่เริ่มที่จะ “ไม่แน่ใจ” กับความคิดเดิมเสียแล้ว ทำไมสิ่งที่เราเคยคิดว่าใช่กลับรู้สึกไม่ใช่ในเวลาถัดมา แล้วผมก็รู้สึกว่ามันปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ต้องออกมาหาคำตอบ.. จึงเป็นที่มาของการลาออกครั้งแรก

ในช่วงเวลาเหล่านี้เองเราได้พบกับผู้คนมากมายที่มีประสบการณ์มากกว่า อายุมากกว่า และ มีผ่านอะไรมามากกว่า เราเลยตั้งคำถามเขาเหล่านั้นไปตรงๆ กับสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ บอกสิ่งที่เรากำลังสับสน ร้องขอความช่วยเหลือ และ คำแนะนำเพื่อให้ตัวเองไม่รู้สึกว่ากำลังตัดสินใจผิด หรือ ทำอะไรพลาดไปบางอย่าง.. ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าตัวเองอายุก็ยังน้อย แต่ทำไมเหมือนเรากำลังรีบเพื่ออะไรบางอย่าง เหมือนเรากำลังฝึกคลาน แต่ลุกลี้ลุกลนอยากจะวิ่งทั้งๆที่ก็ไม่ได้ฝึกเดินมาก่อนด้วยซ้ำ มันเหมือนกับว่าเรามีแรงท้าทายมากมายผุดขึ้นในหัว สิ่งที่เราอยากจะทำมันมาเร็ว และ มากเกินกว่าที่สมองกับสองมือจะผลิตมันออกมาได้

เรา(เคย)คิดอยู่เสมอว่าเราอยากจะออกมาทำอะไรเอง โดยไม่ต้องอาศัยตัวแปรอะไรทั้งนั้น.. อยากจะสร้าง product ขึ้นมาเพื่อป้อนให้กับคนอื่น “แทนที่” จะทำอะไรต่ออะไรตาม order เสียมากกว่า หลังจากนั่งคิดทบทวนอยู่หลายเดือนกับช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามุ่งแต่ทำตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ สิ่งที่ใครต่อใครต้องการ โดยบางทีก็ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาต้องการเหล่านั้นมันวุ่นวาย และ สับสนมาก อาจจะเพราะจากระบบที่ไม่ดี, สิ่งที่ลูกค้าต้องการอยู่ตลอด และ ไม่มีใครคอยชี้นำให้ถูกต้อง เราก็เลยรู้สึกว่า.. พอแล้ว เราไม่อยากที่จะทำอะไรต่ออะไรตามความต้องการที่มั่ว ไม่เป็นระเบียบอย่างนี้อีกแล้ว

เรารู้แค่ว่า เราเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุดให้ มีบางส่วนที่เราจัดเตรียมไว้ให้ customize ได้แค่นั้นพอ.. บางทีมันอาจจะเหมือนเป็นการกำหนดกฏเกณฑ์ตายตัวให้คนอื่น ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ผลดี แต่บางทีเราก็แค่ต้องการที่จะพิสูจน์ พิสูจน์เรื่องบางเรื่องว่าเราทำได้ สิ่งที่เราตั้งใจป้อนให้เป็นเรื่องที่เหมาะสม หรือแค่บางทีก็อยากจะพิสูจน์ให้ถึงจุดบางจุดว่า “เห้ย กูทำได้นะ กูพิสูจน์ด้วยผลงานออกไปแล้ว เลิกล้มกฏเกณฑ์ และ กรอบเดิมที่ชอบตั้งให้คนอื่นสักที” มันเหมือนช่วงนี้ผมกำลังสับสนในการตัดสินใจเรื่องใหญ่เรื่องนึง ทั้งๆที่รู้อยู่กับตัวเองว่าพอเรื่องนี้ผ่านไปสักเดือนสองเดือน เวลามองกลับมาแม่งก็กลายเป็นแค่เรื่องเล็กนิดเดียว

ถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำงานออฟฟิศอีกแล้ว จะต้องใช้เวลา.. ใช้เวลามากมายแค่ไหนเพื่อที่จะจับทาง และ รู้ว่าตัวเองกำลังมาถูกทาง ?

ใครหลายคนบอกให้ผมทำงานประจำไปด้วย แล้วใช้เวลาว่างหลังเลิกงานทำโปรเจ็คของตัวเอง ก็เห็นจะฟังดูเข้าที.. มีบางอย่างที่ผมเขียนถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนด้วยคำคำไหนถึงจะขุดเรื่องที่ฝังอยู่ออกมาได้เหมือนคำพูด คุณเชื่อกันไหมครับ ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังล้มแล้วมีฟูกมารองรับ เราก็ไม่กลัวที่จะเจ็บเสียที เหมือนกับนักฟุตบอลที่ขาหักเพราะจังหวะบางจังหวะ เวลากลับมาเล่นบอลใหม่ก็จะแหยงๆ เวลาเข้าบอลหนักๆ หรือ ลงน้ำหนักแรงๆ เช่นเดียวกัน.. ถ้าเรารู้ว่าเรายังมีอะไรรองรับเป็นตัวตายตัวแทนอยู่ เราก็จะยังไม่รู้ค่าของสิ่งที่เรากำลังจะเสียไปเสียที

จะก้าวหน้าต้องกล้าตัดสินใจ.. ถ้าล้มก็ล้มลงไปเลยบนหิน ให้รู้กันไปสักทีว่าจะเจ็บแค่ไหน ถ้าออกมาแล้วไม่มีเงินหมุนสักครึ่งปี เราจะทรหดอดทนทำงานเพื่อหาหนทางเลี้ยงชีพมากขึ้นหรือเปล่า ผมอยากจะลอง

หรือแค่อยากจะพิสูจน์ไปเหมือนเรื่องอื่นๆว่า “เราน่าจะทำได้” กันแน่ ?

Jirayu Limjinda

ถ้าไม่รู้จักกัน บางทีคุณอาจจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่ผมทำ.. กลับกัน ถ้าคุณรู้จักผมดี คุณจะไม่ต้องเอ่ยปากถามเลยว่าทำไม

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..