Jir4yu.me

ความรู้สึก.. ที่ตอนไหนๆก็(ไม่)เหมือนกัน

ป่วย..

ตัวฉัน.. สังคม

ทุกครั้งที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับสังคม, กับสิ่งที่เราทนเห็นทนเจออยู่ทุกวัน บางครั้งมันก็ทำให้เราตั้งคำถามต่ออะไรหลายต่อหลายเรื่อง.. จวบจนบางครั้ง เราก็รู้สึกว่าเราป่วย ทำไมเราไม่เหมือนคนอื่น ทำไมรู้สึกไม่อยากพบปะพูดคุยกับใครเลยในแต่ละวัน.. หรือบางที บางทีเราอาจจะเบื่อ เราอาจจะเบื่อที่จะต้องทนกับอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ลึกซึ้ง มีแต่สิ่งแปลกปลอม รู้สึกเหมือนอะไรหลายๆอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้คนกำลังวิ่งหนี หนีจากสิ่งที่ตัวเองเป็น สู่อะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่เขาเหล่านั้นต้องการจะเป็น และสิ่งเหล่านั้นเอง.. เหมือนทำให้เรารู้สึกว่า สังคมกำลังเข้ามามีบทบาทบางอย่าง กำลังจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวเอง และนั่นเอง..

ทำให้เราหงุดหงิด, เราหงุดหงิด.. ที่ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เหมือนเคย

quote @jir4yu

สมัยเด็กๆ เวลาผมพูดอะไรกับผู้ใหญ่ก็ตามแต่ ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตามแต่ มันจะเหมือนกับว่า คำพูดจากปากของคนที่เด็กกว่า มักจะได้รับความสำคัญที่น้อยกว่า.. ทำไมล่ะครับ หรือเป็นเพราะว่า เมื่อเวลาเราโตขึ้น เรายึดความเห็นเรามากขึ้น เราพยายามเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อตัดสินใครต่อใครหรือเปล่าครับ ? มันเหมือนกับว่า เวลาเราพูดอะไร เสนอความคิดอะไรให้ใครต่อใครฟัง.. ใครเหล่านั้นมักจะมองว่าน้ำหนักของคำพูดจากปากคนที่อายุน้อยกว่า มีน้ำหนักน้อยกว่า และ ไม่น่าเชื่อถือ

มันฝังใจผมมาตลอด, ตอนนี้ผมโตขึ้น และ ผมจะพิสูจน์ว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับตัวผม ผมยังยึดถือสิ่งเดิมๆ “ถ้าความคิดเราผิดตั้งแต่แรก เราจะฟังคนอื่นมากขึ้น” แต่เชื่อเถอะครับ.. ทุกอย่าง ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น “เราจะให้ความคิดเราผิดแต่แรก กับคนที่ไม่เคยเข้าใจ และ เอาแต่ใจได้ยังไง” บางทีความคิดเราเองนั่นแหละที่ทำให้เราสับสน บางทีเราก็ยังไม่รู้ว่าเราจะยึดอะไรตรงไหน แต่คุณเชื่อไหม.. ถ้าเราหยุดเล่น Social network ได้อย่างน้อยสักหนึ่งเดือน.. บางทีเราก็รู้สึกว่าไม่มีมัน เราก็อยู่ได้ และ ถ้าให้กลับไปเล่น, บางที เราอาจจะไม่ต้องการที่จะกลับไปเล่นแล้ว.. ก็เป็นได้ บางทีเราอาจจะไม่ได้ไม่ชอบสังคมหรอกครับ.. เราแค่เหนื่อย เราแค่เกลียด ความวุ่นวายของคนที่มีอยู่ในสังคมเพียงเท่านั้นเอง

ผมทำงานได้จวนจะเกือบ 3 เดือนแล้ว การทำงานครั้งแรกนั้นสอนอะไรผมเยอะมาก มันสอนให้ผมรู้จักคน สอนให้ผมเข้าใจในเรื่องบางเรื่องที่ผมมองสิ่งเหล่านั้นในแง่ดีมาโดยตลอด บางทีมันก็เจ็บปวดนะ.. เจ็บปวดที่ใครหลายคนพยายามเข้าถึงความรู้สึกเรา ทั้งๆที่ความรู้สึกเราไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนเรื่องปรกติทุกๆเช้าที่ผมตื่น ผมรู้สึกและจำได้ดีว่าอยากจะทำงาน มันเป็นเรื่องที่รู้สึกดีมากเมื่อได้ค้นพบและได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบตัวเองรักจริงๆ แต่บางครั้งมันก็เหมือนต้องเจ็บปวด เจ็บปวดเมื่อได้เจอได้เห็นความเป็นไปของสังคม มันทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า บางที.. เราไม่ได้อยู่ในสังคมที่มีคนแสดงความรู้สึกจริงๆออกมา.. ในเมื่อต่างคนต่างสร้าง ต่างเปลี่ยนแปลง ต่างแข่งขัน ดุดันราวกับว่าใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าหากันและกันตลอดเวลา

เรียนรู้จากแม่

แม่ผมเป็นผู้หญิงที่ทำงานมาร่วม 30 ปีแล้วครับ, แม่สอนผมในเกือบทุกๆเรื่องของการทำงาน แม่บอก แม่ให้คำแนะนำ และคอยถามไถ่อยู่เสมอ ทุกอาทิตย์ที่ผมกลับไปบ้าน ผมมักจะเก็บคำถามบางอย่างไปถามแม่ด้วยเสมอ ด้วยความที่ว่าแม่มีประสบการณ์ทำงานมานาน และ แม่ก็อยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่มากพอที่จะให้คำตอบที่ถูกต้องในทุกๆเรื่อง..

“แม่ ถ้าแม่มีลูกน้องคนนึงประจบประแจแม่เสมอ ไม่ว่าแม่จะพูดว่าอะไร เขาก็จะ เออออยกหางแม่ตลอดเวลา แม่ชอบมั้ย? ” ผมถามเพราะต้องการจะเข้าคำถามหลัก

“ถ้าพูดดี แต่มาประจบประแจเราบ่อยๆก็คงรู้ แล้วก็คงไม่ชอบ” แม่ตอบ

“แล้วถ้ามีลูกน้องแม่อีกคน อาจจะพูดจาไม่ค่อยเข้าหูแม่เท่าไหร่ เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมไม่เสแสร้ง เสนอความคิดแย้งแม่บ่อยๆ แม่ชอบแบบไหน”

“ถ้าลูกน้องคนดังกล่าว พูดแต่ความจริง แสดงออกไม่แบ่งว่าเป็นเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานหรือใครต่อใคร”

“พูดกับแม่บ้านน้ำเสียงยังไง ก็พูดกับเจ้านายอย่างนั้น แต่เคารพแม่เสมอ”

“ถ้าลูกน้องคนนั้นคือผม ?”

บางทีก็แค่อยากรู้ว่า.. ความเป็นจริง ใครต่อใคร คิดกันยังไง.. ก็น่าแปลก, ที่เราต้องคิดอะไรมากมายตลอดเวลา ในทุกๆครั้งที่เหม่อมอง..นึกถึง..คิดถึง..อะไรบางอย่าง

Jirayu Limjinda

ถ้าไม่รู้จักกัน บางทีคุณอาจจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่ผมทำ.. กลับกัน ถ้าคุณรู้จักผมดี คุณจะไม่ต้องเอ่ยปากถามเลยว่าทำไม

แสดงความคิดเห็นของคุณที่นี่

loading, please wait..

loading, please wait..